Fic Overwatch Flirt with you 01 #McHanzo

Standard

Title : Flirt with you
Chapter : 01
Fandom : Overwatch
Pairing :  Jasse McCree / Shimada Hanzo
Author : OMU
Rate : PG
Notice : *AU* เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาของเกม

แบบฟอร์มสอบถามความสนใจแฟนฟิคชั่นเรื่อง Flirt with you 


มนุษย์สามารถอดทนความเจ็บปวดได้ถึงเท่าไหร่กันนะ… ปัจจุบันในการแพทย์จะให้คนไข้ระบุด้วยความรู้สึกของตนเอง โดยใช้ ADL (Activities of Daily Living) เป็นเกณฑ์ แบ่งเป็นเลข 0 – 10 ซึ่งระดับ 10 คือความเจ็บที่ขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันมากที่สุด หรือเจ็บจนไม่อาจดำเนินชีวิตประจำวันได้
แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าขึ้นอยู่กับความจิตวิสัยของแต่ละบุคคลมากกว่า… ดวงตาเรียวรีมองหญิงสาวหน้าสวยที่นอนครวญครางอยู่ตรงหน้า มือกร้านขยับเคลื่อนที่สร้างสัมผัสที่กระตุ้นเสียงร้องนั้น ท่ามกลางเสียงชวนสงสัยนั้นมีเสียงเบาๆ ของเครื่องมือที่กำลังทำงานอยู่
“ทนหน่อยนะครับ เพิ่งเริ่มเอง” ผู้กระทำพึมพำเสียงต่ำ มือยังคงสาละวนอยู่กับผิวเนียนนั้น ชายหนุ่มเลิกกระโปรงตัวสั้นขึ้นเพื่อความถนัดถนี่
“ฉันไม่คิดว่ามันจะเจ็บขนาดนี้” เธอพูดเจือเสียงร้อง ในขณะที่คนฟังยังคงทำหน้าที่ของตนต่อ
“อันที่จริง มันขึ้นอยู่กับระดับความไวต่อสัมผัสของแต่ละคนน่ะครับ คุณลูกค้าเพิ่งเคยทำครั้งแรกอาจจะไม่ชินเท่าไหร่”
“แล้วเคยมีคนที่ร้องไห้บ้างไหมคะ?” ดูเหมือนเธอจะต้องการเรียกความมั่นใจของตัวเองให้เพิ่มขึ้นด้วยการเปรียบเทียบกับคนอื่น
“ไม่หรอกครับ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย” เจ้าของร้านขยับปากตอบพร้อมขยับเครื่องมือเพื่อกำหนดขอบของลวดลายบนผิวหนังสีแทนของลูกค้าวัยรุ่น เธอยิ้มเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นความมั่นใจของตนแม้จะเป็นรอยยิ้มแหยๆ ก็ตามที
รอยสักเป็นการแต่งแต้มสีสันลงบนเรือนร่างและผิวหนัง ฮันโซหลงรักในสีสันและลวดลายที่ถูกสร้างขึ้น และถ่ายทอดมันออกมาเป็นรูปภาพ หยดหมึกที่ปลายเข็มสลักฝังสีรวมกันเป็นรูปร่าง สายตาจับจ้องไปที่ผิวเรียบตึงของลูกค้าสาวที่เริ่มปรากฏสีแดงของเลือดที่เกิดจากการถูกสัมผัสด้วยของแหลมเล็ก
การสักเพื่อผูกมัดยึดติดกับคนรักเป็นสิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นบางส่วนเลือกทำในการแสดงออกซึ่งความรัก บางทีก็น่าสงสัยว่าถ้าเกิดเลิกรากันไปแล้วไม่คิดว่าจะรู้สึกแย่ที่มีสัญลักษณ์หรือชื่อของอีกฝ่ายถูกจดจำอยู่บนผิวหนังหรือไร แต่ความรักก็เป็นศิลปะเช่นกัน นิสัยใจคอและบุคลิกพื้นฐานก็เปรียบดั่งหยดหมึกหลากสีที่เมื่อคนสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้วจะผสมผสานและแต่งแต้มผืนผ้าใบในหัวใจให้เป็นอย่างไร การมองวิธีถ่ายทอดความรักของผู้อื่นเป็นเรื่องขบขันอาจไม่เหมาะสมกับผู้เป็นศิลปินก็เป็นได้
หนุ่มเอเชียตระหนักเช่นนั้นขณะที่เดินเส้นกรอบตัวอักษร อักษรสากลอ่อนช้อยที่เด็กสาวจ้างให้เขาออกแบบถูกประทับลงบนผิวหนังของลูกค้าอย่างที่เธอต้องการ หลังจากพินิจแล้วว่าประณีตสมใจสาวตาน้ำข้าวก็ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ฝืดผืนไปบ้างเพราะความเจ็บบนต้นขามาให้
“สีและความคมชัดของรอยสักจะสวยหรือไม่สวยอยู่ที่การดูแลหลังจากนี้ด้วย เดี๋ยวจะทายาแล้วปิดผ้าพันแผลแบบใสให้” เสียงต่ำแหบอธิบายช้าๆ พร้อมนำแผ่นพับข้อมูลการดูแลรอยสักที่ออกแบบเองส่งให้ “รอสักสามถึงสี่ชั่วโมงค่อยแกะออกแล้วล้างด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่ป้องกันแบคทีเรียแบบอ่อนๆ แล้วซับให้แห้งนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ ไว้รอยสักแห้งสวยเมื่อไหร่จะเอามาอวดนะ” เธอว่าเช่นนั้นพลางขยับตัวลงจากเก้าอี้ยาวที่นอนอยู่ สองขายาวก้าวนำไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
“ไว้โอกาสหน้ามาใช้บริการอีกนะครับ” ฮันโซขยับส่งรอยยิ้มให้เด็กวัยรุ่นตรงหน้าหลังได้รับเงินแล้ว ลูกค้าสาวขยิบตาให้ก่อนจะเดินออกจากร้านไปด้วยท่าทางมั่นใจราวกับว่าไม่เคยแสดงท่าทีเจ็บมาก่อน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองตามเธอจนหายลับตาก่อนจะจัดการล็อกเครื่องคิดเงิน
เจ้าของร้าน Scatter เลื่อนเก้่าอี้โต๊ะทำงานที่อยู่ติดกับเคาน์เตอร์คิดเงินออกมานั่ง ดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วหยิบกองกระดาษและลิสต์รายชื่อคนที่จ้างออกแบบลายสักออกมา ชายญี่ปุ่นขยับข้อมือตวัดดินสอไม้คู่ใจสร้างลวดลายบนแผ่นกระดาษขาวนวล เคยได้ยินคนต่างชาติพูดว่า การวาดรูปราวกับอยู่ในสายเลือดของคนญี่ปุ่น เพราะแม้ไม่ใช่ศิลปินก็วาดรูปสวย เรื่องนี้มันจริงรึเปล่า เขาเองก็ไม่รู้หรอก อย่างไรเสียถึงมีพรสวรรค์แต่ไม่หมั่นลับฝีมือ สิ่งที่มีก็ไร้ค่าอยู่ดีไม่ใช่หรือ
เสียงขูดขีดของดินสอดังแว่วเบาๆ ในความเงียบ รายได้หลักของฮันโซเป็นการออกแบบลายต่างๆ ไม่ว่าจะรอยสัก ภาพสีพ่นบนฝาผนัง หรือแม้กระทั่งโลโก้ต่างๆ โดยพื้นฐานแล้วเขามีความชอบทางศิลปะ และมองรอยสักเป็นการถ่ายทอดมันออกมาจึงยึดสิ่งนี้เป็นอาชีพหลัก โดยพื้นเพของเขาเองเป็นคนญี่ปุ่นในตระกูลหนึ่งที่มีอำนาจในประเทศของตน แต่เพราะหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นทำให้เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างมาที่นี่
เริ่มจากน้องชายผู้ทำตัวเหลวไปไหลมาวัยยี่สิบต้นๆ ร้องงอแงเรื่องการที่ต้องเข้าทำงานในบริษัทของที่บ้านเมื่อเรียนจบ ในตอนนั้น ตัวเขาเองเพิ่งจะเข้าบริหารงานเต็มตัวได้ไม่นานหลังจากบิดาเสียและกลายเป็นว่าต้องกลายเป็นหัวหอกหลักในการดำเนินการพัฒนาองค์กรในเรื่องต่างๆ ตอนแรกที่เจ้าเก็นจิงอแงยังไม่เท่าไหร่ แต่เจ้านั่นน่ะดันไปทำเรื่องใหญ่โตให้ต้องตามล้างตามเช็ด เสียชื่อตระกูลจนพวกคนเก่าแก่ของชิมาดะมากดดันให้เขาไปจัดการ จำได้แค่ว่าตอนนั้นทะเลาะกันบ้านแทบแตก ลงไม้ลงมือกันจนเลือดตกยางออก แล้วกลายเป็นว่าไอ้น้องชายดันเปิดแน่บให้ตัวไปจากบ้าน ทิ้งไว้แค่โน้ตแผ่นเล็กๆ ว่าจะมาที่อเมริกา ดินแดนแห่งอิสรภาพในอุดมคติ… ไม่รู้ป่านนี้นอนร้องไห้ภาพแห่งอิสรภาพแตกสลายไปแล้วกี่รอบ ความคิดเด็กๆ นั่นน่ะในตอนนั้นตัวเขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก ไม่แน่ใจว่าเพราะหน้าที่ที่มันค้ำคออยู่บนบ่าหรือเปล่า มันถึงได้ดูเพ้อฝันเหลือเกิน แต่ดูตอนนี้สิ…
จุดเปลี่ยนที่น่าอึดอัดในตระกูล หุ้นของบริษัทที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และความคาดหวัังต่างๆ ที่ประเดประดังมา ในตอนนั้นเอง…ชิมาดะ ฮันโซตัดสินใจขายหุ้นในส่วนของตัวเองทิ้ง แล้วหอบเงินก้อนนั้นพร้อมทรัพย์สินส่วนตัวมาที่สถานที่เพ้อฝันที่ว่า จะว่าหนีจากภาระและละทิ้งหน้าที่ก็ได้ แต่ด้วยสถานการณ์นั้นที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแล้ว มีเพียงเขาที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดคนเดียว… ไม่มีเจ้าน้องชายคนแสบที่คอยมาอ้อร้อดังเช่นช่วงวัยรุ่น มันน่าเบื่อนะการอยู่คนเดียวแบบนั้น…
อันที่จริงหากต้องการพาตัวเก็นจิกลับมาใช้สายของชิมาดะหิ้วกลับมาก็ได้ แต่อิสรภาพที่เจ้านั่นพูดถึงบ่อยๆ น่ะ มันก็น่าสนใจดี เขาก็เลยทำเพียงติดตามข่าวสารการเป็นอยู่เท่านั้น พอลงจาบัลลังก์แล้วอำนาจที่เคยสั่งการคนเหล่านั้นได้ก็หมดไป ลืมคิดเรื่องการติดต่อกับเก็นจิไปซะสนิท เจ้าตัวชะงักมือไปครู่หนึ่งเมื่อคิดถึงเรื่องพวกนั้น จมูกโด่งถอนหายใจพรืดเม้มปากน้อยๆ พลางขบกัดกระพุ้งแก้มเบาๆ แต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังหาตัวเจ้าแสบนั่นไม่เจอ
อันที่จริงคือ… ไม่มีเวลาตามหา เพราะเอาแต่ทำงานและทำงาน ถึงเวลาปิดร้านก็นั่งดูข่าว อ่านหนังสือ นอนพักสายตา และจิบชาอย่างเอื่อยเฉื่อย ข่าวล่าสุดที่หามาได้ก่อนละทิ้งทุกอย่างคือ น้องชายคนดีตั้งหลักปักฐานอยู่ในรัฐนี้ แต่มันก็สามปีมาแล้ว… ไม่ใช่ว่าทำตัวเอ้อระเหยลอยชายย้ายไปรัฐอื่นแล้วเรอะ
กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งที่ติดไว้เหนือบานประตูส่งเสียงแหลมใสดึงสติเจ้าของร้าน ดวงตาเรียวตี่ละสายตาจากแผ่นกระดาษไปยังร่างของชายสูงวัยคนหนึ่ง สองขานั้นค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางคุ้นตา
“ว่าไง ฮันโซ” ไรฮาร์ตเอ่ยทัก
“สวัสดี ไรฮาร์ต” เจ้าของชื่อลุกไปยกเก้าอี้มาให้แขกยามบ่ายนั่ง ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของเขา
“ทำงานอยู่รึเจ้าหนุ่ม เคร่งเครียดซะจริง”
“อ่า… งานก็คือเงินน่ะ” ตอบพึมพำขณะรินน้ำร้อนใส่กาดินเผา ได้ยินเสียงร้องโฮ่จากชายเยอรมันเบาๆ
ฮันโซจัดการเก็บกวาดกองกระดาษที่ร่างเส้นยุ่งเหยิงลงในลิ้นชักดังเดิม แล้วดึงเอากระดานหมากรุกออกมาแทนที่ กิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งของเขาคือการดื่มชายามบ่ายแก่ๆ พร้อมเล่นหมากรุกฝรั่งไปด้วย นิ้วมือด้านขยับวางตัวหมากของแต่ละฝ่ายอย่างคล่องแคล่วขณะรอให้ชาในกาได้ที่
“ฉันว่าเธอจริงจังกับการทำงานไปหน่อยนะ ไม่เครียดบ้างเหรอ”
“ไม่นะครับ อันที่จริง แค่เล่นหมากรุกนี่ก็ช่วยคลายเครียดแล้วละ”
หนุ่มญี่ปุ่นเดินกลับไปยกถาดน้ำชามาเสิร์ฟที่โต๊ะ กลิ่นหอมของชาร้อนอวลในร้านสักเล็กๆ แม้จะไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่มันก็สบายใจดี
“ชานี่ได้กลิ่นทีไรก็ผ่อนคลายทุกทีเลยนะ ปกติที่ประเทศฉันจะดื่มเบียร์แทนน้ำ”
ฮันโซไม่ได้ตอบอะไร เขาจ้องมองหมากบนกระดานก่อนจะเลือกเดินหมากฝั่งตน
“…ขนาดเล่นหมากกระดานยังดูซีเรียสเลยนะ ไม่ลองไปผ่อนคลายที่ร้านฉันมั่งล่ะ” ไรฮาร์ตเอ่ยถามขณะมองหนุ่มตาตี่นั่งลูบเคราเคร่งเครียด
“ไม่ชอบเสียงดัง… มันหนวกหู น่าหงุดหงิด”
“โว้วๆ ไม่เอาน่า อย่าพูดเหมือนคนที่ไปเที่ยวร้านฉันเป็นพวกขี้เมาปากเปราะสิ”
“ไม่ได้ว่าลูกค้าคุณ เพียงแค่ผมไม่ชอบที่ที่วุ่นวายเท่านั้นเอง” ฮันโซว่าหลังจากวางหมากในจุดที่ตนมองเห็นชัยชนะแล้ว ชายมากประสบการณ์ขยับยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นปลาเข้ามางับเบ็ด
“งั้นลองแวะไปร้านฉันบ้างสิ เผื่อนายจะเจออะไรน่าสนใจ” เขาหยิบหมากตัวเป้าหมายวางตึงลงบนกระดาน “รุกฆาต”
ฝ่ายพ่ายแพ้นั่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “โอเค ไว้ผมจะลองแวะไป” คนเด็กกว่ายอมตอบรับอย่างช่วยไม่ได้
มีคนทักบ่อยเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ค่อยเที่ยวเลย ก็พอจะรู้ว่ารูปลักษณ์ภาพนอกเขาตอนนี้มันไม่เหมือนพวกคนติดบ้านเท่าไหร่ แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดีน่ะแหละ ก็คนมันไม่ชอบคนพลุ่กพล่านจะให้ทำยังไงล่ะ

“ไม่เอาน่ะ เจ้าหนู คิ้วผูกโบว์จนจะชนกับหมุดที่เจาะสันจมูกแล้วนั่น” ไรฮาร์ตเป็นคนแรกๆ ในย่านนี้ที่มาทักทายเขาเมื่อเห็นว่าโฮมทาวน์ขนาดเล็กนี้ถูกจัดสรรปันส่วนเป็นกึ่งบ้านพักและร้านรอยสัก บางทีอาจจะเล็งให้ไปเป็นลูกค้าของร้านก็ได้ใครจะรู้ แต่เอาเข้าจริงฮันโซก็รู้ว่าชายสูงวัยคนนี้เพียงแค่หวังดีกับเด็กคราวลูกที่เป็นคนต่างเชื้อต่างชาติในดินแดนนี้เท่านั้น เพราะตัวเขาเองก็คงจะเคยอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาก่อนละมั้ง
เจ้าหนูวัยสามสิบปลายๆ มองหน้าเปื้อนรอยยิ้มของแขกผู้ใหญ่ใจดีแล้วผ่อนอาการเกร็งที่หัวคิ้ว สองมือรวบตัวหมากที่วางระเกะระกะให้กลับเข้าฟอร์มตามเดิม
“อีกตาแล้วกัน ก่อนคุณจะกลับไปดูแลร้าน”
.
.
.
หลังจากสลับป้ายหน้าร้านว่าปิด และเช็กความเรียบร้อยทุกซอกทุกมุมทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองแล้ว ฮันโซก็ล็อกประตูจากด้านนอกแล้วยัดกุญแจลงกระเป๋า ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ตลอดสามปี นอกจากไปซื้อของแล้วก็แทบจะไม่ออกจากบ้านเลย เริ่มรู้สึกว่าทำตัวเป็นฮิคิโคโมริก็ตอนนี้แหละ สองมือซุกเข้ากระเป๋าเสื้อฮู้ดสีเข้มขณะเดินเชื่องช้าไปตามฟุตพาท แสงไฟตามร้านรวงต่างๆ สว่างหลากสีให้ความรู้สึกแตกต่างจากตอนกลางวัน ปกติฮันโซปิดร้านราวๆ สองทุ่ม เพราะเน้นงานออกแบบมากกว่ารับสักลูกค้ารายจรจึงถือว่าปิดเร็วกว่าร้านทั่วไปในย่านนี้
ก้าวขายาวๆ ได้เกือบสิบนาทีก็มองเห็นป้ายร้านที่ไรฮาร์ตสาธยายเอาไว้ ป้ายไม้สลักอย่างงาทงดถูกประดับด้วยไฟนีออนหลากสี ที่เด่นที่สุดคงจะไม่พ้นมาสคอตคุณลุงกล้ามโตยกแก้วเบียร์พร้อมรอยยิ้มกว้าง นั่นมัน…เอาตัวเองมาเป็นมาสคอตร้านเรอะ? ชายหนุ่มผู้เติบโตมาในประเทศที่ต้องกักเก็บความเป็นตัวเองไว้ยืนตะลึงไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าจะเข้าไปในร้านดีไหม แต่ฝ่ายชวนเป็นผู้ใหญ่ ซ้ำยังแก่กว่าเป็นรอบ ที่ปฏิเสธไปเป็นร้อยครั้งนั้นก็เสียมารยาทเช่นกันแต่ครั้งนี้เขาตกปากรับคำแล้วว่าจะมา อย่างไรก็คงต้องเข้าไป อย่างน้อยก็ไปทักทาย…ให้รับรู้ว่ามาแล้วละกัน
ชายหนุ่มชาวเอเชียสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าและสะกดกลั้นความรู้สึกหงุดหงิดที่น่าจะก่อตัวในไม่ช้านี้ มือข้างหนึ่งยื่นออกไปดันประตูร้านให้เปิดออก กลิ่นควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ลอยฟุ้งเข้ามาแตะจมูก พร้อมกับเสียงกระหึ่มของดนตรีและผู้คน ร้านมืดสลัวแต่มองเห็นได้รางๆ ด้วยไฟหลากสีที่ฉายเวียนไปวนมาจนน่าปวดหัว ริมฝีปากที่ติดจะบึ้งตึงอยู่แล้วยิ่งคว่ำงอลงไปใหญ่ เป็นร้านแบบที่เกลียดที่สุดซะด้วย… เจ้าตัวก้าวตรงดิ่งไปหาพนักงานสาวที่เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มตามออเดอร์อย่างขะมักเขม้น
“ไรฮาร์ตอยู่ไหม?”
“บอสเหรอ… น่าจะอยู่ชั้นสองนะ” เธอตอบพร้อมเพยิดหน้าไปที่บันไดทางขึ้นชั้นบน ฮันโซกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปทิศที่เธอว่า เสียงร้องเฮดังลั่นในตอนที่เท้าก้าวเหยียบพื้นชั้นที่สองดึงดูดสายตาของแขกผู้เคยย่างก้าวเข้ามาได้เป็นอย่างดี
ร่างกายสูงใหญ่อย่างคนสุขภาพดีแม้จะสูงอายุแล้วของไรฮาร์ตเด่นเป็นสง่าอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น ตาเฒ่าท่าทางใจดีเมื่อบ่ายกลายร่างเป็นคุณลุงขาเหล้าเสียแล้ว ในมือเจ้าตัวจับแก้วเบียร์ยกอึกๆ แล้วส่งเสียง ‘ฮ่าห์!!’ เสียงดัง ดื่มได้น่าอร่อยสมกับเป็นมาสคอตร้าน ชายหนุ่มคิดในใจขณะสาวเท้าเข้าไปใกล้

“โอ้ เจ้าหนูฮันโซ! มานี่สิๆ” เจ้าของร้านร้องทักเมื่อละสายตาจากโถเบียร์บนโต๊ะ เสียงดังก้องของเจ้าตัวทำเอาลูกค้าคนอื่นมองตามมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงกระเดาะลิ้นออกไป

“อืม แวะมาตามสัญญาแล้ว กลับละ” ตอบเสียงเอื่อยไม่เกรงใจคนชวน ทำเอาคนชวนต้องรีบลุกขึ้นมาโอบไหล่ลากมานั่งแหมะบนเก้าอี้เสียก่อน ฮันโซขยับตัวอย่างอึดอัดเมื่อโดนลูกค้าคนอื่นมองมาอย่างสัยสัยใคร่รู้ ชายหนุ่มเบะปากนิดๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร ได้ยินเหมือนคนอายุมากกว่าจะสั่งเบียร์มาให้เขา

ขณะที่นั่งทำตัวราวกับเด็กถูกพ่อแม่ลากมางานกินเลี้ยงเจ้าตัวก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ ปลายแหลมสีเงินที่สะท้อนกับแสงไฟและก้านจับสีดำสนิทหลายด้ามวางทิ้งระเกะระกะอยู่บนโต๊ะตัวเล็กไม่ไกลนัก เมื่อไล่มองไปก็พบกับกระดานปาเป้าติดประดับบนฝาผนัง

“โฮะโฮ่ ชอบปาลูกดอกเรอะ?!” เจ้าถิ่นถามเมื่อเห็นคนไม่สนอะไรมองเกมกระดานตาไม่กะพริบ

“ก็…นิดหน่อย”

“อยากเล่นไหม? แต่อาจจะมีคู่แข่งนิดหน่อย แล้วก็…อืม… นายอาจจะไม่ชอบ แต่คงต้องลงเงินพนันด้วยน่ะนะ มันเป็นกติกาในร้านฉันน่ะ”

“ร้านคุณเป็นแหล่งมั่วสุมจริงๆ สินะ” ฮันโซได้ทีแขวะคนอายุราวพ่อก่อนจะเอ่ยปากต่อ “แต่ก็น่าสนใจดี”

“…คือนายจะเล่น? ใช่ไหมเจ้าหนู?” ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“อืม” ตอบรับหลังจากดื่มแอลกอฮอล์รสขมปร่า ปกติฮันโซไม่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของโลกตะวันตกเพราะกลิ่นและรสชาติไม่ถูกปากเท่าไหร่ แต่จะเรื่องมากกับของฟรีก็ใช่ที่ แถม…จะร้องขอสาเกจากร้านชาวยุโรปก็คงไม่มีให้อยู่ดี เสียงสั่งการให้เปิดพื้นที่วางเงินและพื้นที่แข่งปาลูกดอกของไรฮาร์ต

ไม่นานนัก จากแขกผู้มาเยือนที่หมายมั่นจะมาพบหน้าเจ้าของร้านกลับกลายเป็นผู้เอ่ยปากขอเปิดแข่งปาลูกดอกกินเงินจนได้ จมูกโด่งสูดอากาศเจือกลิ่นเหม็นไหม้ของบุหรี่แล้วพ่นออกมาเบาๆ สองมือถูไปมาก่อนจะประสานบีบแน่นเพื่อควบคุมสติของตน ตาเรียวหรี่ลงมองกระดานสีดำขาวสลับสีอย่างมุ่งมั่น เอื้อมมือไปหยิบลูกดอกบนโต๊ะขึ้นมา ปลายนิ้วสัมผัสกับตัวถังลูกดอกเย็นเยียบก่อนจะขว้างมันออกไป ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังกว่าปกติและเสียงกระแทกของหัวลูกดอกกับกระดาน

กึง!

“ซิงเกิลบูล!”

“ไรฮาร์ต เจ้านี่มันใครเนี่ย!”

“บ้าน่า”

“เจสซี่อยู่ไหน!?”

ทันทีที่มองเห็นคะแนนของตนเสียงรอบข้างก็เริ่มแว่วเข้ามา มีทั้งเสียงอุทานและตะโกนถามหาใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก ดีกว่าที่คาดหวังไว้แต่ยังประมาทไม่ได้ ถ้าสมาธิหลุดอาจจะแพ้ก็ได้ เมื่อกี้เขาลงฝั่งตัวเองไปสิบเหรียญ ไม่ได้สนใจหรอกว่าจะมีคนลงฝั่งตัวเองไหม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องชนะให้ได้ ตระกูลชิมาดะไม่เคยแพ้ใคร!

ผู้เริ่มเปิดกระดานก้าวถอยให้คู่ต่อสู้เข้าไปยืน ณ จุดปาลูกดอก สมองก็ครุ่นคิดเวียนไปวนมาว่าจะตั้งคะแนนไว้ที่เท่าไหร่ดี ในเมื่อแข่งกันสามดอก ดอกสุดท้ายคือการตัดสิน ได้ยินเสียงกระแทกดังกึงอีกครั้งแต่สติของฮันโซไม่ได้จดจ่อกับคะแนนของคู่ต่อสู้ คะแนนจะต้องดีกว่าเดิม ดีกว่าตาที่แล้ว สองขาขยับยืนท่าที่คุ้นชิน มือข้างที่สัมผัสลูกดอกค้างนิ่งในท่าเตรียมขว้างก่อนจะส่งแรงทั้งหมดออกไป สายตารีบมองและคำนวณคะแนนในใจ ทริปเปิลริง ช่อง 10 แต้ม เท่ากับ 30 แต้ม… คะแนนรวมตอนนี้ 55 แต้ม

“เช็ดเด้!!! หมดตูดแน่ตู”

“ไอ้เด็กใหม่นี่!!! โว้ยยยยยย เงินข้า”

อันที่จริงเกมปาลูกดอกไม่ใช่สิ่งที่ฮันโซถนัด มันไม่เหมือนการยิงธนูที่นับคะแนนจากการเล็งเข้ากลางเป้า เกมปาลูกดอกมีตำแหน่งคะแนนที่ยากกว่านั้น การขว้างให้เข้าบูลไม่ใช่เรื่องยาก แต่การให้ได้คะแนนมากกว่านั้นต่างหากที่ยาก เขาขว้างลูกดอกออกไป น้ำหนักของวัตถุหายไปจากปลายนิ้วและ กึง! ช่อง 20 แต้ม ถึงจะใกล้ช่องดับเบิลริงอย่างไร แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ตามที่คาดหวัง อย่างไรเสียก็ถือว่าพลาดเป้าในสายตาฮันโซ แต่ในสายตาคนอื่นนั้นไม่ใช่ รอบนี้เด็กใหม่ของร้านจึงได้รับเงินไปเหนาะๆ ด้วยคะแนนรวม 75 แต้ม

“ไม่ยักรู้ว่านายถนัดด้านนี้” ไรฮาร์ตผู้ลงฝั่งฮันโซเพราะความสนิทสนมเอ่ยถามขณะส่งแบงก์ให้อีกฝ่าย คนเด็กกว่ายักไหล่เป็นเชิงว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องบอกนี่

“เฮ้ นาย อีกรอบได้ไหม น่าสนใจดีนี่” ฮันโซหันไปตามเสียงทักก่อนจะพยักหน้าตกลง อย่างไรเสีย ขอแค่ชนะก็พอ อีกอย่างถึงแพ้รอบนี้ก็คงไม่เสียอะไรเท่าไหร่ในเมื่อได้มาขนาดนี้แล้ว ในขณะที่กำลังจะเริ่มปาเริ่มที่สองก็ได้ยินเสียงร้องเรียกเจ้าหมอนั่นที่ไม่รู้จักดังแว่วมาอีกรอบ

“เฮ้ เจสซี่! มาดูไอ้หมอนี่สิ แม่นอย่างกับจับวางแน่ะ พอๆ กับนายเลยนะ”

ใครกันล่ะ เจสซี่ที่ว่านั่น? ได้เพียงแต่คิดในใจคนเดียว แล้วทิ้งความสงสัยไปพร้อมกับลูกดอกที่พุ่งออกไป เสียงตะโกนไม่ได้ศัพท์ของผู้ที่ลงฝั่งตรงข้ามดังกระแทกหู อ่า…เสียงดังกันจริงๆ แฮะ จบเกมแล้วกลับบ้านดีกว่า วิญญาณแมวขี้เซาเริ่มกลับเข้าร่างอีกครั้ง เหลือการปาอีกครั้งเดียวเท่านั้น

กึง! คะแนนของอีกฝ่ายสูสีกับเขาพอตัว เมื่อกี้เขาได้บูล และคาดหวังว่าการปาครั้งต่อไปจะได้คะแนนมากกว่านั้น สองขาก้าวเข้าจุดปาลูกดอกพร้อมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติ จับลูกดอกให้มั่นแล้ว…

“ฮาย เบบี๋” เสียงกระซิบข้างหูนั่นทำให้แรงเหวี่ยงที่ควรจะเป็นลดลง ปลายลูกดอกทังสเตนกระแทกเข้าที่ช่องสีขาวด้านข้างช่องคะแนน 20 แต้ม

“…”

Shit!

สายตาตวัดไปมองตัวการที่ไม่คุ้นตา ใคร…? ดวงตาสีน้ำตาลเข้มประกายแววขี้เล่นสนุกสนานชวนหงุดหงิด ในขณะที่ริมฝีปากนั่นเหยียดยิ้มกวนประสาท คิ้วของฮันโซขยับเข้าหากันโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ก่อกวนโอบไหล่ให้หลีกทางให้คู่แข่ง

“ไร้มารยาท…”

 

……………………………..

กลับมาลงแล้วค่ะ หลังจากโดนมรสุมงานที่บริษัทและที่บ้านทับตาย 55555555555

ใครที่ตามทวิตเราจะเห็นได้ว่าเรามีแต่รีทวิต นานๆ จะมาหวีดตามปกติ

เนื่องจากไม่แน่ใจว่าชีวิตจะงานเยอะอีกไหม เลยแปะแบบสอบถามความสนใจไว้ทางด้านบนตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ในส่วนของรายละเอียดคะแนนกระดานปาเป้าจะมีเป็นฟุตโน้ตในเล่ม และอิกกลา…กำลังกระดึ้บเขียนเช่นเคยค่ะTvT

Advertisements

2 thoughts on “Fic Overwatch Flirt with you 01 #McHanzo

  1. รู้สึกว่าฮันโซน่ารักมากตอนที่จับลูกดอกแล้วประกาศในใจว่าชิมาดะไม่เคยแพ้ใคร
    ทั่นพี่เหมือนเด็กเลยอ่ะ /อย่าหั่นหนูนะคะ

    ชอบบทเปิดตัวเจสซี่ยยยยยยยยยย รู้สึกเซะซี่ แบบ ฮึ่ย เขินแทน

    ป.ล.เหมือนชื่อไรน์จะเขียนแบบนี้นะคะ

    • เราอยากให้พี่ท่านมีโมเมนต์ดูเด็กบ้าง ฮืออออออ จะพยายามเขียนให้ดีกว่า ปล.ชื่อคุณไรน์ไว้แก้ในรวมเล่มน้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s