Fic Overwatch Flirt with you 04 #McHanzo

Standard

Title : Flirt with you
Chapter : 04
Fandom : Overwatch
Pairing :  Jasse McCree / Shimada Hanzo
Author : OMU
Rate : PG
Notice : *AU* เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาของเกม

 

แบบฟอร์มสอบถามความสนใจแฟนฟิคชั่นเรื่อง Flirt with you 



“ฉิบ เจสซีเดินดีๆ ได้ไหม” แมคครีผู้เกือบไร้สติได้ยินเสียงบ่นเจือหอบอยู่ข้างหู ตาสวยคมหรี่ขึ้นแอบมองสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ชายตัวเล็กกว่าจับแขนของเขาข้างที่พาดบ่าอยู่แน่น มืออีกข้างกระชับเอวหนาเพื่อประคอง แม้จะพยายามขนาดนั้นแต่จังหวะการเดินของเจสซี แมคครีกลับไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้ ทั้งสองเดินโย้เย้ไปมาน่าขบขัน ขณะที่ฮันโซกำลังพยายามอย่างยิ่งในการพาทั้งตัวเองและเพื่อนใหม่กลับถึงบ้านอย่างสวัสดิภาพ เจ้าคนแกล้งเมากลับขัดขวางความตั้งใจนั้นโดยการเดินลากเท้าไปทางนั้นทีทางนี้ที
ใช่… นี่คือลูกไม้ที่โค้ชหนุ่มเลือกใช้ ระดับนี้แล้วไม่คออ่อนขนาดนั้นหรอก อุตส่าห์จะไม่เล่นอะไรแผลงๆ แต่จนแล้วจนรอดก็อดใจไม่ไหวอยู่ดี ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แมวแก่ไฮโซตัวนี้ดื่มเก่งเอาการ แบบนี้ก็ชวนไปดื่มบ่อยๆ เป็นข้ออ้างได้สินะ แต่แหม… คิดถูกจริงๆ เลยนะที่ใช้วิธีนี้ มือข้างที่พาดไหล่อีกฝ่ายได้สัมผัสกับช่วงอกแน่นๆ นั่นตั้งหลายครั้ง แถมเสียงหอบนี่ก็ดีงาม แม้จะส่งเสียงบ่นและคำรามอย่างอดกลั้นความหงุดหงิดแต่คนข้างกายก็ไม่มีทีท่าว่าจะโยนเขาทิ้งไว้ข้างทางแต่อย่างใด จนในที่สุดก็มาถึงเคหสถานอันเป็นที่อยู่อาศัยของฮันโซ เจ้าตัวละมือข้างที่โอบเอวไว้ออกมาล้วงหากุญแจบ้าน
“หือ~ หาอาราย ฉันช่วยละกาน” แสร้งปรือตามองแล้วพูดเสียงเอื่อย มือซ้ายย้ายจากพาดไหล่เจ้าของบ้านมาตบสะโพกดังป้าบ “ตรงนี้ม่ายมี!”
“เจสซี อยู่นิ่งๆ” ช่างสักมือฉมังว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดขณะดึงกุญแจออกจากกระเป๋าเสื้อฮู้ด แมคครีพยักหน้าพร้อมทำมือตะเบ๊ะก่อนจะยิ้มโง่ๆ ออกมาเรียกเสียงถอนหายใจเฮือกโต “ให้ตายเถอะ…”
แกร๊ก
เมื่อเปิดประตูแล้วฮันโซก็กระดิกนิ้วเรียกคนเมาให้มาอยู่ท่าเดิม ร่างสูงกว่าเดินเซเข้าซบอีกคนอย่างออดอ้อน
“ไม่ใช่แบบนี้” เจ้าของร้านบอก สองมือดันร่างนั้นออกแล้วจับแขนพาดบ่าดังเดิม เมื่อยักเย้ยักยั่นเข้ามาข้างในปุ๊บก็ใช้เท้าเขี่ยปิดประตู เดี๋ยวค่อยล็อก เอาไอ้นี่ไปนอนก่อน ฮันโซผู้ซึ่งครุ่นคิดมาตลอดทางว่าทำไมตัวเองต้องรับผิดชอบชีวิตใครก็ไม่รู้ที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันขนาดนี้ บางทีไอ้นิสัยลูกคนแรกชนิดฝังกระดูกก็เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดพอตัว แต่จะทิ้งไว้ก็ไม่ได้อยู่ดี หรือเพราะเห็นน้องชายซ้อนทับกับเจสซีคนนี้กันนะ คนมีความรับผิดชอบสูงเกินไปมองบันไดที่ปกติก็ไม่ได้ดูแคบขนาดนี้แล้วจัดแจงเปลี่ยนท่าใหม่ จับแขนสองข้างของคนสูงกว่าพาดบ่าแล้วลากร่างแมคครีขึ้นบันไดทีละขั้น
“คุ…ฟุ…หุหุหุ” จู่ๆ ไอ้คนที่ทำตัวเป็นคนเมาที่ดีมาตลอดก็หัวเราะเสียงแผ่ว คงเพราะท่าทางตอนนี้มันตลกละมั้ง…
“ถ้าไม่อยากคอหักก็อย่าดิ้นเจสซี” คนแบกของหนักกัดฟันพูดพลางออกแรงก้าวช้าๆ อีกไม่กี่ขั้นเท่านั้น!! ในตอนนั้นเองเจ้าตัวก็สะดุ้งโหยงขึ้นมา ลมหายใจอุ่นๆ และความเปียกชื้นที่สัมผัสต้นคอทำเอาเสียวสันหลังวาบ ขาที่รับน้ำหนักมากกว่าปกติสั่นมากกว่าเมื่อครู่หลายเท่า ชายหนุ่มยิ่งเกร็งตัวเมื่อฝ่ามือใหญ่สัมผัสเข้าที่หน้าอกซึ่งมีแต่มัดกล้าม แมคครีทำอะไร?!
“ฮันนี่จ๋า~” ได้ยินเสียงงึมงำแผ่วๆ จากข้างหลัง ลิ้นเปียกชื้นนั้นยังคงไล้แผ่วเบาที่ต้นคอก่อนที่ฮันโซจะรู้ตัวก็ถูกงับเข้าให้ นิ้วมือกร้านนวดเฟ้นแผ่นอกเสียจนคิกว่ามันจะต้องแดงเถือกแน่ๆ
“เจสซีหยุดเดี๋ยวนี้!” ร้องเสียงดังลั่นเมื่อตั้งสติได้ เขากำลังถูกคนเมาล่วงละเมิดทางเพศ ทำยังไงดี?! ขาจะหมดแรงแล้วด้วย ถ้าปล่อยลงตรงนี้ได้กลิ้งคะโล่ลงบันไดกันแน่ แม้จะส่งเสียงดังแต่เจ้าของชื่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือ ชายหนุ่มกลั้นใจก้าวขึ้นบันไดขั้นที่เหลือ ริมฝีปากหนานุ่มและหนวดเคราที่ซุกไซร้ผิวด้านหลังชวนทำสติกระเจิง
ฮันโซเป็นผู้ชายบ้างาน… ตั้งแต่เด็กจนโตเขาอยู่ในกฎระเบียบและจารีตประเพณีของตระกูลมาตลอด การเข้าหาหญิงสาวในเชิงกามโลกีย์จึงไม่เคยเกิดขึ้น ยิ่งเพศเดียวกันยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่มีประสบการณ์พวกนี้มาก่อน… ยกเว้นเรื่องส่วนตัวที่ผู้ชายส่วนใหญ่ทำ เรื่องนั้นเขารับรู้และมีการปลดปล่อยบ้างแต่ไม่บ่อยนัก เขาเป็นผู้ชายที่ไม่คิดถึงเรื่องเพศมากนัก แค่ทำงานให้จบวันก็ไม่รู้จะเอาสมองส่วนไหนมาคิดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว ดังนั้นเมื่อถูกกระทำเช่นนี้จึงทำตัวไม่ถูก
ชายเอเชียกัดริมฝีปากตัวเองแน่นพลางก้าวขาขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย พอดีกับที่มือของชายบ้ากามที่เลื่อนลงไปสัมผัสกับเป้่ากางเกง ฮันโซทรุดฮวบโดยมีร่างสูงใหญ่ของแมคครีทับอยู่ข้างบน หนักและอึดอัด… ขาไม่มีแรงแล้ว แย่ชะมัด… คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อฝ่ามือทั้งสองของร่างข้างบนยังคงขยับไปมาอย่างจาบจ้วง ริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ที่ต้นคอเริ่มหนักหน่วงจนรู้สึกไม่ดี ทั้งอาการเหนื่อยหอบจากการออกแรงแบกหามและการกระทำก่อกวนใจของแมคครีทำให้หูอื้อตาลายไปหมด ซ้ำยังมีฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีจนคล้ายจะหน้ามืดนี้อีก ใจคิดจะลุกพรวดแล้วเตะให้ตกบันไดหัวกระแทกไปเลยแต่ติดที่ไม่มีแรง
“…งืม… เบบี๋” ฝ่ายลวนลามพูดเสียงอู้อี้ก่อนที่การกระทำอุกอาจจะหยุดลง ฮันโซได้ยินเสียงลมหายใจที่สงบลง มือทั้งสองข้างตกแผละกับพื้นและน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาจนหายใจไม่ออก หลับ…สินะ เมื่อกี้คือละเมอเหรอ…? ร่างสมส่วนค่อยๆ ขยับตัวเบี่ยงออกด้านข้าง แมคครีไหลลงพื้นราวของเหลวไปนอนแผ่ที่พื้น ฝ่ายคนอกสั่นขวัญผวาก็ขยับตัวอย่างเชื่องช้าไปนั่งพิงกับราวบันได ฉิบ… หมดแรงข้าวไข่ข้นแล้ว
ตาตี่ๆ ของฮันโซยังคงมองตรงไปที่ชายผู้สร้างปัญหาให้กันตั้งแต่วันแรกที่เจอ เดาะลิ้นหน่ายๆ แล้วใช้ปลายหัวแม่โป้งเขี่ยขาคนที่นอนแผ่เผื่อจะรู้สึกตัวแล้วเดินไปนอนเองแต่ดูแล้วคงไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าของบ้านค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วยืนนิ่งพักหนึ่งเพื่อตั้งสติและให้เลือดหมุนเวียนเป็นปกติ ใช้เท้าช้อนข้อเท้าแมคครีขึ้นมาทั้งสองข้างแล้วใช้วิธีลากไปแทน ถ้ามีคนมาเห็นเขาเข้าคงคิดว่าเป็นฆาตกร ส่วนไอ้คนเมาเหมือนตายนั่นเป็นศพที่ถูกลากรอเวลาถูกเอาไปซ่อน
ครู่หนึ่งก็ถึงห้องนอนที่ไม่เคยให้ใครเข้ามารุกล้ำ ใช้เวลาไวกว่าการแบกพยุงเสียอีก รู้อย่างนี้ลากมันมาตั้งแต่ที่ร้านเลยคงจะดี ชายญี่ปุ่นออกแรงลากมาจนถึงหน้าโซฟาแล้วยกแมคครีขึ้นนอนบนโซฟาอย่างทุลักทุเล จบ… พ่นลมออกมาอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่เคยต้องมาดูแลคนเมาแบบนี้มาก่อน ลำบากชะมัดยาด
แมคครีผู้ซึ่งสมควรได้รางวัลออสการ์กำลังนอนตัวอ่อนปวกเปียกให้สมกับเป็นคนเมา ได้ยินเสียงหายใจแรงๆ ของอีกฝ่ายอยู่ไม่ไกลนัก เกือบแล้ว เกือบจะตบะแตกปล้ำตั้งแต่ตรงบันไดเสียแล้ว กลิ่นหอมของสบู่กลิ่นมินท์เจือเหงื่อจางๆ ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสแน่นตึงของหลังคอยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก อยากจะงับให้จมเขี้ยวเสียเหลือเกิน แต่พอฮันโซทรุดลงแถมยังหน้าซีดแบบนั้นก็ไม่กล้าทำอะไรต่อ แม้จะดูน่ารังแกแค่ไหนก็ไม่กล้าทำอะไรมากกว่านั้น เสียงหอบหายใจหายไปพร้อมกับคำสบถเรื่องรองเท้าที่ไม่ได้ถอดดังขึ้นมาแทน สัมผัสที่ข้อเท้าทำให้รู้ว่าเจ้าตัวถอดรองเท้าให้ เมื่อจัดการเสร็จเจ้าของห้องก็เดินออกไปพร้อมปิดประตู
ฮันโซหิ้วรองเท้าของแมคครีลงวางข้างล่างข้างกับรองเท้าตัวเองแล้วเดินออกไปล็อกประตูหน้า ขาแข็งแรงลากร่างตัวเองไปเอาผ้าขนหนูในห้องนอนก่อนจะระเห็จเข้าห้องอาบน้ำ ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย ฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้วเขาจึงเลือกอาบน้ำอุ่น อย่างน้อยคงช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักกว่าวันอื่นได้บ้าง ใจคิดอยากจะแช่น้ำด้วยแต่เวลานี้เริ่มดึกแล้วสำหรับร่างกายชายวัยสามสิบแปดปีจึงต้องตัดใจ จัดการเช็ดตัวผูกผ้าเช็ดตัวบนสะโพกลวกๆ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปยังห้องนอนในความมืด
ขณะนั้นแมคครีกำลังอดกลั้นตัวเอง… นอนนับแกะในใจอย่างสุดความสามารถ แสงจากห้องน้ำทำให้เห็นเรือนร่างสมส่วนนั่นรางๆ หน้าตู้เสื้อผ้า สะโพกกลมใต้ผ้าขนหนูแน่นตึงเมื่อเจ้าตัวก้มโค้งตอนใส่ชั้นใน คนไม่ระวังตัวเลือกใส่เสื้อยืดและกางเกงนอนสามส่วนแล้วเดินลิ่วเอาผ้าไปตากที่ราว ชายผู้แสร้งเมามายก่นด่าตัวเองในใจว่ากำลังขุดฝังตัวเองชัดๆ หมาป่าที่ได้กลิ่นเนื้อแล้วไม่สามารถเอาเนื้อชิ้นนั้นมาได้มันจะอดใจได้นานสักเท่าไหร่เชียว ถ้าไม่เคยเห็นยังพอจะอดทนได้อยู่หรอก ฉิบ… เย็นไว้ลูกพ่อ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ในตอนที่ปิดเปลือกตาท่องคาถาเตือนใจนั้นก็มาบางสิ่งมาทาบทับลำตัว กลิ่นสบู่ของคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จลอยมาแตะจมูกครู่หนึ่งแล้วก็ห่างออกไป ผ้าห่มนุ่มจากน้ำใจของเจ้าบ้านทำเอาแมคครีอุ่นวาบ ใจดีเกินไปแล้ว… รู้สึกไม่ดีที่เอาแต่คิดอกุศลเลยแฮะ สงบจิตสงบใจแล้วหลับดีกว่า
หลังจากจัดการสิ่งที่ต้องทำครบ ฮันโซก็เดินไปปิดไฟห้องน้ำแล้วเดินขึ้นไปนอนบนเตียง ความเงียบในห้องนอนมืดและความเหนื่อยล้าทำให้ตาปรือลงอย่างง่ายดาย เสียงกรนเบาๆ จากคนเมาทำให้รู้สึกแปลกจากทุกวัน ไม่ได้มีคนงอแงมานอนด้วยกี่ปีแล้วนะ… ตอนวัยรุ่นเจ้าเก็นจิจะร้องมานอนด้วยบ้าง แต่พอโตขึ้นมาเจ้าเด็กติดเที่ยวนั่นก็ไม่ค่อยมาขอนอนด้วยเท่าไหร่ ชีวิตเรานี่มันตัวคนเดียวจริงๆ ถ้าไม่มีน้องชายก็คงตัวคนเดียวมาตลอด อดคิดถึงไม่ได้ถ้าตอนนี้อยู่ด้วยกันอาจจะมีความสุขกว่านี้ก็ได้ จ้างนักสืบตามหาดีไหมนะ? ความคิดวนเวียนในสมองค่อยๆ กล่อมให้หลับลงสู่ห้วงนิทรา
.
.
.
ฟึบ!
แมคครีสะดุ้งพรวดเด้งตัวขึ้นมาจากการนอน หันรีหันขวางมองรอบห้องก็พบว่าเจ้าของห้องไม่อยู่เสียแล้ว แสงแดดจางๆ ที่ลอดเข้ามาผ่่านมูลี่ทำให้รู้ว่าน่าจะสายแล้ว ชายหนุ่มขยับตัวบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่น การนอนบนโซฟาในวัยนี้มันไม่สบายตัวเลย ยิ่งกับส่วนสูงของเขาแล้ว ปลายเท้าพ้นจากแขนโซฟาไปอีก แต่จะบ่นอะไรได้ล่ะ ถูกหิ้วกลับมาบ้านก็ดีแค่ไหนแล้ว ร่างสูงใหญ่ของหนุ่มอเมริกาค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนเต็มความสูง สอดสายตามองไปรอบห้อง เรียบง่ายเกินคาด เตียงเดี่ยว โซฟา ตู้เสื้อผ้า โทรทัศน์ขนาดกลางและโต๊ะทำงานที่เล็กกว่าตัวข้างล่าง ทั้งที่ห้องก็กว้างแต่ดูไร้ชีวิตชีวาจนอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าตัวใช้ชีวิตอย่างไร สองขาก้าวออกนอกห้องไปเผชิญกับกลิ่นหอมที่ชวนน้ำลายไหล เมื่อลงบันไดไปก็เจอกับเจ้าของบ้านที่ง่วนอยู่หน้าเตา ครัวเล็กๆ ที่เมื่อคืนไม่ทันได้สังเกต บนโต๊ะมีอาหารเช้าแบบอเมริกันวางอยู่แต่เขามั่นใจว่าอาหารเช้าชาติตัวเองไม่มีซุปที่กลิ่นแปลกใหม่แบบนี้แน่นอน
“ทำอะไรอยู่เหรอ” เผลอเอ่ยถามออกไปโดยไม่ทันคิด ฮันโซสะดุ้ง หันขวับมามองแล้วตอบชื่อไม่คุ้นหู “ซุปมิโซะ”
แมคครีไม่ซักไซ้ต่อทำเพียงแค่ยืนกอดอกมองพ่อครัวจำเป็นที่ยืนจ้องหม้อต้มแล้วบ่นงึมงำกับตัวเอง ท่าทางจริงจังเกินจำเป็นนั่นเป็นจุดที่น่ารักและน่ารังแกของฮันโซแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ ตอนที่ไล่สายตามองเพลินๆ คนถูกมองก็สั่งให้กินอาหารในจาน ขนมปังปิ้ง ไข่ดาวและแฮม และน้ำผลไม้ที่เจ้าบ้านบอกว่าให้หยิบเอาเองในตู้เย็น แมคครีทำตามคำสั่งอย่างเร็วไว กินอาหารไปมองแผ่นหลังและต้นคอที่เมื่อวานถูกลวนลามไปอย่างมีความสุข ไม่นานนักก็มีถ้วยซุปมาวางลงบนโต๊ะ
“กินซะ แก้แฮงก์”
“ขอบคุณ” คนรู้แก่ใจดีว่าเมาไม่เมายิ้มรับแกนๆ อย่างเกรงใจ รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ ซะแล้วสิ ทำไมถึงเป็นคนซื่อตรงแบบนี้นะ
ฮันโซนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อจัดการอาหารในส่วนของตัวเอง เป็นข้าวสวยโปะด้วยบางอย่างสีน้ำตาลหนืดๆ และกลิ่นพิลึกพิลั่น หนุ่มญี่ปุ่นใช้ตะเกียบคีบข้าวและสิ่งนั้นขึ้นมากินคู่กัน ใยขาวยืดตามจังหวะการคีบชวนพิศวง ตาสีน้ำตาลของชาวอเมริกาจ้องจนเจ้าบ้านต้องเอ่ยปากถาม
“อยากลองไหม?”
“มันคืออะไรน่ะ” ถามอย่างระแวงแคลงใจ แมคครีไม่เคยเข้าร้านอาหารเอเชีย ถึงจะเคยกินบ้างเพราะมีเพื่อนเป็นชาวเอเชียหลายชาติแต่ก็ไม่คิดว่าของแปลกๆ นั่นจะรสชาติดี วัฒนธรรมการกินแตกต่างกันเกินไป
“นัตโต… เป็นถั่วหมัก ฉันไม่คิดว่านายจะกินมันได้แต่จะลองก็ได้” ช่างสักชาวเอเชียตอบพลางคีบเมล็ดถั่วไปวางให้ในจาน แมคครีจ้องเมล็ดขนาดเล็กที่อยู่บนจานอย่างชั่งใจ เขาเก็บแฮมเผื่อไว้ล้างปากแผ่นหนึ่ง แมคครีกลั้นใจใช้ส้อมจิ้มมันเข้าปาก กลิ่นเหม็นของอาหารหมักดองและรสชาติเค็มปร่าไม่คุ้นลิ้นทำเอาต้องรีบกลืนมันลงไป แล้วยัดแฮมเข้าไปทั้งแผ่นในคำเดียว แม้จะกลืนลงไปแล้วกลิ่นก็ยังคงคลุ้งในคอ
“หึ…” ฮันโซปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ มุมปากกระตุกขึ้นเมื่อเห็นหน้าของคนต่างชาติซึ่งน้ำตาไหลไปดื่มน้ำส้มไป เสียงไอค่อกแค่กยังคงดำเนินไปจนกระทั่งฮันโซยกถ้วยซุปขึ้นดื่ม ขนาดคนญี่ปุ่นบางคนยังทนกลิ่นมันไม่ได้เลยนับอะไรกับคนต่างชาติ จะว่าไปมันก็ไม่ค่อยต่างจากชีสเท่าไหร่ในความคิดฮันโซ ก็ผ่านกรรมวิธีการหมักเหมือนกัน กลิ่นก็แรงไม่แพ้กัน…
“นายกินได้ยังไง…กลิ่นมัน…”
“กินแต่เด็ก ชินกลิ่นแล้ว ดื่มซุปตามไป เดี๋ยวก็หาย” ว่าแล้วเลื่อนถ้วยซุปที่ว่าเข้าไปใกล้หนุ่มอเมริกันที่หน้าเหยเกกว่าเดิม แมคครีหน้ายู่ คิ้วหนาขมวดมุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขายกถ้วยซุปที่ส่งกลิ่นหอมตั้งแต่เดินลงบันไดมา ยกซดจากถ้วยซุปไม่ใช่วิธีที่ชาวอเมริกันทำแต่ในเมื่อเป็นอาหารต่างชาติ คนญี่ปุ่นว่าอย่างไรคงต้องทำอย่างนั้น แถม…มันน่าจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าถั่วหมักเมื่อกี้แล้วละ คิดแบบนั้นแล้วก็ดื่มมัน รสเค็มเจือหวานอ่อนๆ ช่างแปลกใหม่ แมคครีดื่มอึกๆ จนหมดแล้ววางถ้วยลงใช้ส้อมจิ้มสาหร่ายและเห็ดนอนอยู่ก้นถ้วยมาลองชิม ไม่แย่… ไม่สิ อร่อย ดื่มง่ายดี
“ในถ้วยนั้นก็ใส่ถั่วหมักนะ”
“หือ? ล้อเล่นน่า”
“จริงๆ แต่เป็นคนละชนิดกัน บดแล้วละลายในซุป” ฮันโซว่าพลางเก็บจานบนโต๊ะไปวางในอ่างล้างจาน “ถ้าชอบจะเติมอีกก็ได้ ฉันทำไว้เยอะอยู่ อยู่คนเดียวกินไม่หมดหรอก”
“งั้นฉันมาอยู่ด้วยดีไหมล่ะจ๊ะ  ที่รัก” ได้ทีกระเซ้า แมคครีเท้าคางมองด้านหลังของอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
“ก็เอาสิ”
“จริง?” เอ๊ะ… เดี๋ยว หูฝาดรึเปล่านะ แมคครีตาโต หัวใจลิงโลดขึ้นมาแบบฉุดไม่อยู่ แอบคาดหวังลึกๆ ไม่ได้ ก็พออยู่ด้วยจริงๆ แล้วถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แมวแก่ขี้หงุดหงิดอย่างที่เห็นภายนอก เป็นคุณแมวแก่ใจดีที่หน้าบึ้งไปหน่อยเท่านั้นเอง
“ไม่” ทันทีที่โดนย้อนกลับมา คนถามก็ร้องอุทานด้วยความเสียดาย บ่นงุ้งงิ้งๆ ทำนองว่าห้องกว้างแถมอยู่คนเดียวกลัวจะเหงา ถ้ามีเพื่อนอยู่ด้วยก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ ฮันโซหันกลับมาเมื่อจัดการจานชามเสร็จ เจ้าตัวพิงสะโพกกับเคาน์เตอร์ทำครัวแล้วกดอกมอง ทั้งคู่สบตากันโดยไม่พูดอะไร การนิ่งเงียบของหนุ่มหน้าตี๋เป็นสัญญาณบอกว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรบ้างอย่างอยู่ ไม่นานนักก็เปิดปาก
“เจสซี พวกเราเพิ่งรู้จักกันนะ”
“แล้ว?”
“ไม่คิดว่าเร็วไปเหรอ การเป็นรูมเมทหรือแชร์เฮาส์มันไม่ใช่ว่าแค่อยู่บ้านเดียวกันนะ”
“ฉันปรับตัวเก่ง” โค้ชหนุ่มตอบกลับทันที “แล้วนายก็จะได้ไม่เหงาด้วย อยู่คนเดียวน่าเบื่อจะตาย ใช่ไหมล่ะ”
เจ้าของร้านสักหน้ายู่ เถียงไม่ได้ว่าไม่เหงา แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีคนมาตีสนิทอย่างที่เจสซีทำ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมากมาย นอกจากเรื่องปากไว พูดอะไรล่วงเกินไปหน่อย หมอนี่ก็เป็นคนคุยง่ายดี ก็…ไม่ได้แย่ คิ้วหนามุ่นเข้าหากันอย่างคนคิดมากเรื่องความสัมพันธ์ เข้าหาใครไม่เก่ง เพราะตั้งแต่เด็กก็ถูกสั่งสอนอย่างเข้มงวดจากที่บ้าน นอกจากเก็นจิน้องชายแล้วก็แทบจะไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน โตมาก็มีแต่คนเข้าหาเพราะเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งนั้น
“ไม่เห็นต้องคิดมากเลย ขนาดฉันหลงรักนายตั้งแต่แรกยังไม่คิดมากเลย” แมคครีที่เท้าคางพูดพึมพำกับตัวเอง แต่บางทีอาจจะลืมไปว่าห้องครัวมันเงียบจนแค่เสียงเข็มตกก็น่าจะได้ยิน คนพูดนึกขึ้นได้จึงรีบเหยียดตัวขึ้นนั่งตรงมองหน้าเจ้าของบ้าน แดง… มองเห็นแก้มและหูที่แดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ของฮันโซ ตาตี่นั่นเบิกกว้างจนน่าขันแต่ก็ชวนให้รู้สึกเขินไปในคราวเดียว ชายวัยสามสิบปลายทั้งคู่เบนสายตาไปคนละทางราวเด็กวัยรุ่นเพิ่งเคยสารภาพรักครั้งแรก อันที่จริงจากประสบการณ์รัก(ชั่วข้ามคืน)ของแมคครีเหตุการณ์นี้มันเด็กน้อยเอามากๆ กระนั้นก็เถอะ…ไม่เคยเจอใครที่โดนบอกชอบแล้วหน้าแดงนี่หว่า ปกติคนที่เขาเข้าหาจะมีแต่โปรยเสน่ห์กลับเสียมากกว่า
“อ่า… งั้นฉันกลับก่อนนะ ขอโทษที่มารบกวน” ฝ่ายทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดว่าพลางลุกขึ้นไปหยิบรองเท้าจากชั้นวางอีกฝั่งของห้อง
“…อืม” ฮันโซตอบเสียงเบา สูดหายใจเข้าปอดเพื่อระบายความรู้สึกแปลกใหม่นี้ออกจากร่างกาย เจ้าของบ้านเดินไปส่งถึงประตูร้านที่ยังคงแขวนป้าย ‘ปิด’ เพราะเป็นวันหยุดของร้าน แมคครีเปิดประตูแล้วหันกลับมาหาฮันโซ ชายตัวเล็กกว่าเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะได้ตั้งตัวใบหน้านั้นก็โน้มเข้ามาจนริมฝีปากแตะกัน ความรู้สึกจักจี้ที่เหนือริมฝีปากและคางทำเอาคนไร้เดียงสาผงะถอยหนี ผิวขาวเหลืองที่หายแดงไปแล้วเมื่อครู่กลับมาแดงปลั่งอีกครั้ง หัวใจที่ควรจะเต้นตามปกติก็รัวเร็วจะเลือดสูบฉีดดีเกินไป มือของฮันโซขยับขึ้นมาเสยคางอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว แมคครีส่งเสียงอ่อกเบาๆ เซไปด้านหลังพร้อมลูบคางป้อยๆ
“ใจร้าย~!”
“รีบกลับไปเลย ไอ้เวรนี่!!” อดีตคุณชายพ่นคำด่าออกมาพร้อมยกขาจะถีบเจ้าคนฉวยโอกาส แต่หมาป่าเจ้าเล่ห์ก็วิ่งแผล็วออกไปจากระยะเสียก่อน
“อย่าลืมคำตอบนะจ๊ะ ฮันนี่” ร่างสูงว่าพร้อมรอยยิ้มแล้ววิ่งถลาลมออกไป ฮันโซปิดประตูไล่หลังดังปึงพร้อมล็อกกลอนแล้วสบถออกมาอีกระลอกเป็นภาษาบ้านเกิด สัมผัสที่ริมฝีปากยังแน่นชัดในความรู้สึก ฉิบ… โว้ย!! ไอ้อาการหัวใจเต้นรัวแบบนี้มันอะไร?! ไม่ได้ไม่ประสาจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเขิน แต่ไม่เข้าใจว่าเขินทำไม นี่โดนล่วงละเมิดทางเพศนะ!! ให้ตายสิ วุ่นวายเกินไปแล้ว เจสซี แมคครี! ขณะที่ฮันโซหงุดหงิดใจแมคครีก็อารมณ์ดีสุดๆ ยิ้มแย้มอวดความหล่อใต้เคราครึ้มพร้อมฮัมเพลงในลำคลอ ยิ่งโดนรุกก็ยิ่งน่ารัก ให้ตายเถอะน่า นี่แค่รู้จักใกล้ชิดแค่คืนเดียวกับไม่กี่ชั่วโมงก็หลงหัวปักหัวปำขนาดนี้แล้ว อยากใกล้ชิดมากกว่าเดิมจังน้า~

 

……………………………….

สวัสดีค่า เดดไลน์อีสคัมมิ่ง!!!!!!!

เอื้อออออออ ตอนแรกว่าจะลงในบล็อกถึงตอนนี้ค่ะ แต่คิดไปคิดมาอาจจะลงถึงตอนหน้าแทน

เดินเรื่องช้ากว่าที่คิด 555555555555

Advertisements

One thought on “Fic Overwatch Flirt with you 04 #McHanzo

  1. ตบเจสซี่ให้ตายไปเลยเถอะ… นังนี่มันงูพิษ มันร้ายนะคะฮันโซ ! นี่อ่านแล้วยังอยากถีบมันตงิด ๆ ….

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s