Fic FFXV Taste the feeling 02 [IgnisGladiolus]

Standard

Title : Taste the feeling
Chapter : 02
Fandom : Final Fantasy XV
Pairing : Ignis Scientia/Gladiolus Amicitia
Author : OMU
Rate : PG
Notice : *AU* ฟิคเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อเรื่องเกม เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น

 

วันนี้เป็นวันหยุดของกลาดิโอลัส ร่างสูงใหญ่จึงยังนอนเกลือกอยู่บนเตียงเดี่ยวแม้ตะวันจะพ้นขอบฟ้าขึ้นมานานแล้ว ใบหน้าเคราครึ้มซุกลงกับหมอนนิ่มหนีแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มครางต่ำในคออย่างหงุดหงิดพลางควานหาผ้าห่มมาคลุมโปง ในหนึ่งสัปดาห์จะมีวันหยุดหนึ่งวันซึ่งจัดตามตารางเวร หากใครจะหยุดเพิ่มต้องไปตกลงขอแลกวันหยุดกันเองในกลุ่มคนงาน ตาคมสวยปรือมองตัวเลขบอกเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่ถึงเวลานัด… คิดแล้วก็ปิดหนังตาลงอีกครั้ง

ด้วยความเหงาเมื่อคืนจึงโทรไปหายายน้องสาวตัวแสบ เสียงใสๆ นั่นมีพลังช่วยเยียวยาอย่างบอกไม่ถูก เลยกลายเป็นว่าคุยกันเพลินจนดึก ไอริสงอแงให้เขากลับไปหาที่บ้านบ้าง อย่างน้อยได้เจอหน้ากันก็ยังดี กลาดิโอรู้ดีว่าจุดประสงค์ของเด็กคนนั้นคืออะไร ยายจอมยุ่งนั่นคงอยากให้ไปเจอพ่อเผื่อจะปรับความเข้าใจกันได้ละมั้ง จะไปอยากเจอเขาได้อย่างไรในเมื่อเธอละเลยคำสั่งของพ่อมาหาเขาบ่อยเสียขนาดนั้น ชายคนนั้นคงจะรู้แล้วแต่ไม่อยากตีกรอบมากไปละมั้งจึงไม่ต่อว่าต่อขานอะไรที่มาวุ่นวายกับลูกไม่รักดีอย่างตน

แต่ไอ้แดดนี่ก็แรงดีจริง! ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว เจ้าของห้องลุกขึ้นคลานไปดึงผ้าม่านสีทึบให้บดบังแสงแดดที่ช่างรบกวนเวลาการนอนเสียเหลือเกิน เมื่อคืนฝนตกก็คิดว่าจะตกยาวมาถึงเช้าเสียอีก น่าเสียดาย วันหยุดทั้งทีอยากให้อากาศน่านอนกว่านี้หน่อยนะ บ่นในใจขณะทิ้งศีรษะลงบนหมอนอีกครั้ง แต่นอนได้ไม่นานก็ถูกก่อกวนด้วยเสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ข้างหมอน

“ฮัลโหล” เอ่ยทักปลายสายทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท

“พี่! ตื่นได้แล้วน้า~!”

“อืม…” ตอบรับเสียงเอื่อยก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครา

“วันนี้หนูลองทำขนมแหละ ต้องมาให้ได้เลยนะ!” ไอริสตะแง้วใส่พี่ชายที่เดาว่าน่าจะยังนอนแผ่อยู่บนเตียง

“…รู้แล้ว ไม่เบี้ยวหรอกน่า”

“แน่นะ?”

“อือ” พอเออออไปก็ได้ยินเสียงแหลมสูงนั่นวี้ดว้ายใส่อย่างดีอกดีใจ ก่อนจะวางสายไม่วายกำชับอีกครั้งด้วยเสียงจริงจัง

“…” นอนอืดได้ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า นั่งเกาหัวแกรกๆ แล้วก็เปิดปากหาวไปหนึ่งที สมองที่ยังเซื่องซึมลำดับสิ่งที่ต้องทำทีละอย่าง อาบน้ำ… กินข้าว… อืม ไปกินที่บ้านใหญ่ โดนพ่อเรียกไปบ่นแล้วก็กลับห้องประมาณนี้ละมั้ง

“ไม่น่ารับปาก…” บ่นงึมงำคนเดียวในห้องที่อยู่เพียงลำพังมานานหลายปี

ที่จริงอิกนิสเคยออกปากชวนให้ไปอยู่ที่บ้านด้วยกันเพราะอย่างไรเสียก็อยู่คนเดียว บิดาของอิกนิสเสียไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนหลังฝากฝังร้านให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้ไม่นาน แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่เหลือล้นทำให้ไม่อาจจะไปอยู่บ้านเพื่อนสนิทได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ จึงปฏิเสธน้ำใจนั้นพร้อมเหตุผลว่าหิ้วสาวกลับบ้านด้วยลำบาก แต่จนถึงตอนนี้นอกจากน้องสาวแล้วก็ไม่มีหญิงไหนได้ย่างกรายเข้ามาในห้องสักคน อาจเพราะคิดว่าเพศหญิงเป็นเหมือนดอกไม้ ทั้งสวยงาม หอมหวานแต่ก็อ่อนแอ แม้จะมองคนสวยอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะสามารถดูแลเธอเหล่านั้นได้ด้วยฝ่ามือและนิสัยหยาบกร้าน รวมถึงไม่อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงเพราะความต้องการส่วนตัว รู้ว่าไม่ผิด ไม่มีกฎใดบัญญัติไว้ เป็นเพียงความรู้สึกชั่วดีในจิตใจตนเท่านั้น

ร่างสูงขยับตัวลุกเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าตาให้สดชื่นแจ่มใส จัดการบีบยาสีฟันแล้วทำความสะอาดช่องปากอย่างที่ถูกพร่ำสอนจากโรงเรียนอนุบาล กลาดิโอยืนเท้าเอวมองกระจกที่สะท้อนภาพชายหนุ่มร่างใหญ่หน้าตาครึ้มเคราผมเผ้ายุ่งเหยิง โกนหนวดดีไหมนะ? คิดเช่นนั้นขึ้นมาเมื่อนึกถึงเสียงบ่นที่น่าจะได้รับจากบิดา
มือข้างที่ว่างยกขึ้นมาลูบคางไล้ขึ้นสันกรามตัวเองแล้วตัดใจปล่อยให้มันดกดำเงางามเช่นนั้นต่อไป จัดการบ้วนปากเสร็จก็เข้าไปอาบน้ำสระผม ว่าไป…ควรไปตัดผมไหมนะ…? คิดอีกครั้งหลังจากขยี้ผมตัวเองแล้วพบว่ามันยาวกว่าเมื่อก่อนมามากโข ปกติจะใช้หนังยางรัดไว้ครึ่งกระหม่อมและไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรกับการที่มันยาวจนมัดได้ แต่พอต้องพบหน้าชายผู้มากด้วยระเบียบอย่างพ่อของตนมันก็อดคิดไม่ได้

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่แม้แต่จะคิดนึกว่าร้านตัดผมอยู่ตรงไหนของมุมเมือง สองมือขยี้ผ้าขนหนูซับเส้นผมที่เปียกชุ่มพลางฮัมเพลงดึงความรู้สึกด้านบวกก่อนเผชิญกับบิดาขณะออกจากห้องน้ำแล้วก็เกิดปิ๊งไอเดียหยิบเอาถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากในลิ้นชักเก็บของ ไม่ลืมเสียบปลั๊กเครื่องทำน้ำร้อนก่อนจะหายวับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้งและออกผ้าพร้อมชุดนอนซึ่งถูกโยนเข้าตะกร้าผ้าอย่างแม่นยำ สวมเสื้อกล้ามพร้อมกางเกงยีนส์สีเข้มตัวเก่งเรียบร้อยก็พอดีกับที่น้ำเดือด
เมื่อเติมน้ำร้อนลงในถ้วยบะหมี่รสโปรดพร้อมตอกไข่โปะชีสเรียบร้อยก็ใช้ส้อมที่แถมมากับถ้วยปักลงไปเพื่อให้ฝาไม่อ้าออกก่อนจะนั่งขยี้ผมรอเวลาอย่างอารมณ์ดี อาหารหลักรวมถึงอาหารว่างจานโปรดของกลาดิโอลัสคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้กินสามมื้อก็ยังได้ แต่ไม่ค่อยได้กินนักเพราะอิกนิสรู้ทันจึงทำนู่นแบ่งนี่มาให้บ่อยๆ
เคยพูดไปหลายครั้งหลายคราว่าเกรงใจ แต่ก็ไม่วายโดนยัดเข้ามาในมืออยู่ดี ถ้าถามว่าทำไมถึงยังรับมาน่ะเหรอ…? ก็มันอร่อย ใครๆ ก็ต้องอยากกินอาหารอร่อยทั้งนั้นแหละ เพราะอย่างนั้นอาหารฝีมือเพื่อนรักจึงยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ

ขณะที่กำลังสูดเส้นบะหมี่เข้าปากก็นึกขึ้นได้ว่าควรเตรียมท้องไปเผื่อขนมที่น้องสาวทำ แต่ก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวก็ย่อยหมดเองนั่นแหละ คิดแล้วก็ซดน้ำซุปเข้าไปอีกอึก
กลาดิโอลัสเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ อุดมไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนออกกำลังกายสม่ำเสมอเพราะกินเยอะจึงพยายามเผาผลาญให้มากทั้งการยกของเวลาทำงานและบริหารร่างกายที่ได้พื้นฐานมาจากที่บิดากวดขันมาแต่เด็ก มาตอนนี้แม้จะทะเลาะกันใหญ่โตก็ยังคงจำคำสอนของเขาคนนั้นได้

ไม่ใช่ว่าเกลียดผู้ให้กำเนิดตัวเอง เพียงแค่ลำบากใจที่จะมองหน้าและพูดคุยอย่างพ่อลูกบ้านอื่น ในฐานะลูกชายคนโตที่ถูกคาดหวังให้ตามรอยเท้าของพ่อซึ่งมีทั้งเกียรติและศักดิ์ศรีแสนภาคภูมิ แม้ช่วงมัธยมจะทำตัวเกเรไปบ้างแต่สุดท้ายเขาก็เข้ารับราชการให้อย่างที่พ่อคาดหวัง ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถดันทุรังทำได้นานนัก สุดท้ายก็กลับมาทำงานต่อจากผู้สูงวัยที่เคยคุมเขาเมื่อยังทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กขนของประจำรถซึ่งเกษียณตัวไปโลดแล่นท่องเที่ยวตามที่เคยฝันไว้

บิดข้อมือสตาร์ทมอเตอร์ไซค์สุดรักแล้วทะยานไปตามเส้นทางที่พยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุดตั้งแต่เกิดเรื่อง ลมร้อนยามกลางวันกระทบผิวยิ่งทำให้รู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ขับผ่านย่านร้านค้าที่ตนเช่าห้องอยู่ตรงเข้าไปยังเขตอยู่อาศัยของชนชั้นสูงซึ่งเป็นต้นตระกูลของตน รั้วกำแพงสูงที่ขับผ่านราวกับจะกดดันตัวตนนี้ให้หดเล็กลง ดวงตาสีเหลืองเจือน้ำตาลสะท้อนภาพของสิ่งปลูกสร้างแสนคุ้นเคย เขาค่อยๆ ชะลอความเร็วลงพลางเปิดกระจกหมวกกันน็อกขึ้นเมื่อถึงด้านหน้าของประตูขนาดใหญ่เงยหน้าขึ้นสบตากับคนหลังหน้าจอควบคุมกล้องวงจรปิด

“อ๊ะ…”
ชายผู้รับหน้าที่คุมการเปิดปิดประตูรั้วและกล้องหน้าประตูวันนี้อึกอักว่าจะกดเปิดประตูให้คุณชายของบ้านอย่างที่คุณหนูไอริสบอกไว้ดีหรือจะปล่อยให้อยู่ข้างนอกอย่างที่คุณท่านของบ้านลั่นวาจาสิทธิ์ไว้
ตอนที่กำลังขยี้ผมจนฟูฟ่อง บานประตูไม้ก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนหัวหน้าแม่บ้านก็เข้ามาพร้อมกับถาดชาและของว่าง
ได้ยินเสียงวี้ดว้ายของเด็กสาวเล็ดลอดเข้ามาเบาๆ ก่อนที่ประตูจะปิดลง

“คุณหนูให้แบ่งมาให้แน่ะ คุกกี้ข้าวโอ๊ตฝีมือคุณหนู” เธอว่าพลางวางถาดลงบนเคาน์เตอร์ก่อนจะอุทานเมื่อเห็นร่างของชายคนในหน้าจอ
“ว้าย!”

“คุณหนูกลาดิโอลัสมาถึงแล้วนี่ ต้องไปบอกคุณหนูไอริสก่อน ยังไม่ทันเตรียมอาหารเสร็จเลย โธ่…” หญิงวัยกลางคนบ่นปอดแปดต่อหลังจากกดเปิดประตูรั้วให้คุณหนูสุดรักอีกคนแล้วรีบจรลีออกจากห้องเพื่อไปแจ้งข่าวให้หญิงสาวที่ยังคงง่วนอยู่กับการอบขนม ทันทีที่นำสารไปบอก ไอริสก็ทิ้งทุกสิ่งที่ทำอยู่ในทันที ขาเรียวออกวิ่งบนพื้นหินอ่อนด้วยความเร็วเท่าที่จะไม่ทำให้ตนลื่นล้ม ตากลมโตมองเห็นร่างสูงแสนคิดถึงกำลังจอดบิ๊กไบค์ที่ด้านนอกของตัวอาคารจึงรีบถลันไป

แรงกระแทกและสัมผัสนุ่มนิ่มที่แผ่นหลังดึงสายตาของผู้มาเยือนให้หันกลับไป มองเห็นร่างเล็กพร้อมใบหน้าทะเล้นของน้องสาวที่ยิ้มแป้นแล้นทำเอาความรู้สึกกังวลระคนตื่นเต้นเบาบางลง

“ไง เจ้าตัวแสบ” ทักทายพร้อมรอยยิ้มและขยับมือใหญ่ขยี้กลุ่มผมสีน้ำตาลเบาๆ

“โธ่ พี่คะ อย่าขยี้ผมสิ เดี๋ยวก็ยุ่งหมด” เสียงใสร้องงอแงพลางยกมือกุมศีรษะ สองแก้มค่อยๆ พองลมอย่างน่ารักแล้วสะบัดหน้าหนี

“โอเคๆ” ยอมละมือออกแต่โดยดี แล้วมองรองเท้าแตะใส่ในบ้านและผ้ากันเปื้อนที่เจ้าตัวอาจจะลืมไปแล้วว่าใส่อยู่

ไอริสก้มมองตาสายตาของพี่ชายแล้วยิ่งพองแก้มโตกว่าเดิมก่อนจะชี้นิ้วคาดโทษ “ห้ามล้อหนูนะ!”

“ไม่ทันพูดสักคำ”

“นั่นแหละ สายตาพี่มันฟ้อง” เธอร้องเสียงดังขณะดึงข้อมือกลาดิโอให้เดินตามเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มถอดรองเท้าหนังทิ้งไว้แล้วเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะแทน คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อาศัยอยู่มาแต่เยาว์วัยช่างชวนให้คิดถึง เขาไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่เลยนับตั้งแต่ทะเลาะกับบิดาครั้งใหญ่ รูปภาพครอบครัวที่ประดับบนผนังบางรูปถูกถอดออก โดยเฉพาะรูปที่มีเขาอยู่ในนั้น

คงจะเสื่อมเกียรติเสื่อมศักดิ์ศรีมากสินะ… ชายหนุ่มย้อนนึกถึงสิ่งที่ตนทำ ก็แค่ลาออกจากงานทหาร ไม่ได้หนีทหาร ไม่ได้หนีหน้าที่ ทำทุกอย่างเต็มที่แล้วด้วยความมุ่งมั่น ลอบถอนหายใจไม่ให้น้องสาวรู้ สองพี่น้องเดินตามกันไปในห้องครัวซึ่งเป็นหลุมหลบภัยในวัยเด็กเวลาไปทำเรื่องซนๆ มาแล้วโดนบิดาไล่ตะเพิด ดูเหมือนตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใดพ่อของพวกเขาไม่เคยย่างกรายเข้ามาในนี้เลย

“อาหารยังไม่เสร็จเลย พี่จ๋ากินขนมหนูรอก่อนนะ” ไอริสว่าพลางคีบขนมในถาดใส่จาน กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์กระจายกลบอาหารที่ยังตระเตรียมอยู่ ผู้มาเยือนหยิบขนมฝีมือน้องสาวเข้าปากทั้งที่เพิ่งกินมื้อบรันช์ไปหมาดๆ

สาวน้อยทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พร้อมสายตาคาดหวังร่างสูงเหลือบมองแล้วเคี้ยวหงุบหงับต่อ คาดหวังคำคอมเมนต์แบบไหนจากคนไม่กินของหวานอย่างเขากันนะ ยายเด็กนี่

“ก็ไม่แย่”
“ไม่ ต้องบอกว่าอร่อยซี่!!!” เธอว่าพลางตีแขนพี่ชายตุบตับ เบเกอรี่พื้นฐานอย่างคุกกี้เป็นสิ่งที่มือใหม่ต้องฝ่าฟันเพื่อก้าวไปสู่เมนูที่ยากกว่านี้
“พี่ลิ้นเสียเพราะกินฝีมืออิกนิสจนเคยตัวน่ะสิ เจอแบบนั้นฝีมือใครก็ไม่อร่อยหรอก”
“ไม่เกี่ยวสักหน่อย” ปฏิเสธทันควัน อาหารฝีมืออิกนิสอร่อยก็จริงแต่ไม่ใช่ว่าเขาจะกินอาหารร้านอื่นไม่ได้ ลิ้นจระเข้อย่างเขากินอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ ยกเว้นจะแย่จริงๆ น่ะนะ
“เกี่ยวสิ หนูน่ะนะพี่ยอมแพ้หรอก ต้องทำให้บอกว่าอร่อยให้ได้เลย!” ประกาศกร้าวพร้อมเท้าเอวอย่างมาดมั่น กลาดิโอเท้าคางมองพลางรับคำเสียงเอื่อย เดี๋ยวต้องฝากให้เอาไปให้อิกนิสชิมแน่ๆ
“เดี๋ยวหนูจะฝากไปให้อิกนิสกินด้วย เขาต้องชมฝีมือหนูแน่ๆ แล้วก็ห้ามแอบเอาไปกินคนเดียวเด็ดขาดเลยนะ!”
นั่นปะไร… ตาสีอำพันเข้มมองน้องสาวที่วิ่งไปทางนั้นทีทางนี้ทีทั่วครัว เสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วมาพร้อมกับกลิ่นยั่วน้ำลายของเมนูโปรดที่แม่ครัวใหญ่ง่วนทำให้เขา ถ้าเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ…คิดภาพออกเลย…
.
.
.
ปึง!!
มือกร้านซึ่งผ่านการฝึกฝนมากมายกระแทกกับโต๊ะไม้มันปลาบอย่างแรงจนหญิงสาวที่ถือถาดเหยือกน้ำมาสะดุ้ง ดวงตาเรียวรีจ้องเขม็งไปยังร่างสูงใหญ่และอาหารบางส่วนที่ไม่สมควรจะมาอยู่บนโต๊ะนี้

“พ่อคะ เราคุยกันแล้วนะคะ” คนกลางอย่างน้องเล็กของบ้านเอ่ยกดดันบิดาที่จู่ๆ ก็ทำท่าจะตะเพิดพี่ชายทั้งที่อุตส่าห์คุยกันแล้วว่าจะปรับความเข้าใจกัน เธอเป็นลูกสาวจึงไม่เข้าใจเกียรติยศที่บิดายึดติดนัก ชีวิตใครก็ชีวิตมันสิ ตระกูลทหารก็ใช่ว่าพี่ชายเธอจะต้องเป็นสักหน่อย
“ฮึ…” ชายวัยเกษียณแค่นเสียงขึ้นจมูกแล้วละสายตาออกจากลูกไม่รักดีที่นิ่งเงียบไม่แสดงท่าทางอะไร
“พี่จ๋า กินเถอะ นะ อุตส่าห์มาทั้งที นะคะ” ไอริสพูดกับคนข้างกายที่เธอเป็นคนเชิญมา เธอไม่อยากให้พวกเขาเป็นอย่างนี้ไปจนตาย ไม่อยากให้ทะเลาะกันเพราะทิฐิบ้าๆ ของผู้ชาย
“มันไม่กินก็ไม่ต้องไปสนใจ ก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวของบ้านฉัน” เสียงแหบของเคลรัส เจ้าบ้านอามิซิเทียแทรกขึ้นมา ตากลมโตของหญิงสาวตวัดกลับไปหาบิดาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เขาเบนสายตาหนีลูกสาวที่หน้ามุ่ยสุดกำลัง เขายังจำวันที่เธอเดินเข้ามาขอเรื่องพาพี่ชายมากินข้าวที่บ้าน แน่นอนว่าปฏิเสธในทันที แต่ยายหนูก็ยังมาวอแวใส่ทุกวันจนต้องตัดใจรับคำไปแบบส่งๆ
ไม่คิดว่าไอ้ลูกชายที่โดนตะเพิดจะกลับมาเหยียบบ้านนี้จริงๆ แค่เห็นหน้ามันก็หงุดหงิดแล้ว ยิ่งเห็นสองมือนั่นขยับจับส้อมและมีดหลังคำประชดของตนก็ยิ่งน่าหงุดหงิด ไอ้นิสัยช่างท้าทายนี่มันได้มาจากใครกัน!?

กลาดิโอหั่นสเต๊กเนื้อสะโพกเข้าปากพลางมองหน้าชายวัยกลางคนที่หน้าบูดบึ้งราวจะบอกว่าไม่คิดจะอดอาหารอย่างที่ถูกว่าไว้ หากถามว่าไอ้นิสัยฝ่าฝืนคำสั่งบิดานี่มีตั้งแต่เด็กหรือ คงต้องตอบว่าไม่ใช่ วัยเด็กของลูกชายคนโตแห่งตระกูลอามิซิเทียนั้นเชื่อฟังและอยู่ภายใต้การดูแลสั่งสอนของลูกน้องคนสำคัญของเคลรัส นอกจากเรียนหนังสือแล้วยังต้องฝึกวิชาการต่อสู้รวมทั้งเคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัยเป็นที่สุด ยามได้เห็นเด็กคนอื่นได้ออกไปเที่ยวเล่นก็อยากจะทำอย่างเขาบ้าง อยากสำมะเรเทเมาบ้างอย่างเด็กวัยอยากรู้อยากลอง แต่ก็ไม่กล้าทำสักครั้ง เพราะเงาปีกของบิดายิ่งใหญ่เกินไป ปีกใหญ่ที่โอบอุ้มตระกูลนั้นบังคับให้ทุกชีวิตอยู่เพียงใต้เงาของตน แม้จะมีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นอย่างเด็กคนอื่นบ้างแต่ก็เป็นแค่ในงานเลี้ยงใหญ่ๆ ที่ผู้ใหญ่จับวงสนทนากัน ทิ้งให้บุตรหลานต้องหาวิธีแก้เบื่อกันเอาเอง

แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง มันเป็นช่วงที่เสียมารดาผู้เกื้อหนุนทางด้านความคิดมาเสมอ จากเด็กนักเรียนเจ้าระเบียบกลายเป็นเด็กเกเรที่เถลไถลมีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นไปทั่ว แวะไปให้อิกนิสช่วยทำแผลแล้วก็กลับบ้านมาให้บิดาดุด่าจนเบื่อ

มนุษย์นั้นเมื่อได้ลิ้มลองรสชาติที่ถูกใจก็ยากที่จะกลับมากินรสชาติที่ไม่ถูกใจ กลาดิโอลัสในวัยคะนองเลือกใช้ชีวิตอย่างเต็มรสเต็มชาติ เงินเบี้ยเลี้ยงที่ถูกบิดาหักก็อาศัยเงินจากงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กขนของให้รถส่งของยามเช้าและช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเอา

หญิงสาวผมสั้นเหล่ซ้ายทีขวาทีพลางงับช้อนซุปเข้าปาก เธอวางแผนให้ทั้งสองคนได้คุยปรับความเข้าใจกัน แต่ดูแล้ว…คงจะเสียเที่ยว พี่ชายคนเก่งน่ะไม่เท่าไหร่ แต่คนแก่หัวดื้อที่เธอคอยดูแลทุกวันนี่สิหน้าบึ้งจนน่ากลัวว่าความดันจะพุ่งสูงรึเปล่า แต่ก็ยังดีเกินคาดที่ไม่กวาดอาหารบนโต๊ะทิ้งทั้งหมดแล้วตะเพิดพี่ชายไปละน้า ขณะที่เธอหั่นเนื้อปลาให้พอดีคำอย่างย่ามใจว่าจะไม่เกิดศึกบนโต๊ะกินข้าวนั้น

“หึ…ผมเผ้ารุงรังอย่างกับคนไม่มีเงินเข้าร้านตัดผม อย่าไปเที่ยวโพทะนากับใครเชียวว่าเป็นลูกชายฉัน” คำพูดที่กล่าวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำเอาไอริสเงยหน้าขึ้นทันที

“ผมก็ไม่เคยไปบอกใครหรอกนะว่าเป็นลูกบ้านนี้ กลัวคนอื่นเขาจะว่าเป็นพวกบ้าอำนาจ” คนถูกแขวะเรื่องผมเผ้าอย่างที่คาดไว้ตอบกลับเสียงเรียบ

“อำนาจและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งยืนยันถึงเกียรติยศของตระกูล เมื่อมีอำนาจ เงินทองก็จะตามมา ไม่มีทางจนตรอก”

“ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองล้นฟ้าก็มีความสุขได้ ยอมจนตรอกยังดีกว่าต้องมีชีวิตน่าอึดอัดเหมือนติดคุก” กลาดิโอวางมีดและส้อมพลางดื่มน้ำก่อนจะพูดต่อ “โคตรเหง้าเป็นทหารก็ใช่ว่าผมจะต้องเป็น ไม่สิ ผมเคยเป็นไปแล้ว ผมตามใจพ่อไปแล้ว พ่อควรจะปล่อยวางบ้างนะครับ”

“ฉันไม่ต้องการให้แกเคยเป็น ตอนนี้แกก็ต้องเป็น!”

“พ่อไม่มีสิทธิ์บังคับ หรือกำหนดชีวิตใคร ผมไม่เป็น ต่อให้แม่มาพูดผมก็ไม่เป็น”

ปึง!

สองฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะอีกครั้งพร้อมกับร่างของชายวัยหกสิบที่ลุกพราวดขึ้น ไอริสห่อไหล่เข้าหากันก่อนจะวางอุปกรณ์กินอารหารลง เธอยืนแล้วขยับมือช้าๆ ให้ทั้งสองใจเย็นลง

“อย่าทะเลาะกันตอนกินข้าวสิคะ หนูพามาให้คุยกันดีๆ นะ”

“แกก็ดูพี่แกสิ เสียข้าวสุก ใช้ชีวิตไร้สาระไปวันๆ ตระกูลเราไม่เคยมีคนแบบนี้มาก่อนด้วยซ้ำ”

“พ่อเกิดทันทุกรุ่นเหรอครับ ถึงได้มั่นใจนักว่าไม่มี”

“กลาดิโอลัส!” เคลรัสตะคอกจนเสียงก้องไปทั่วห้อง ใบหน้าขาวของเขาแกงก่ำเพราะความโกรธ ไอริสขยับไปกอดแขนบิดาไว้แล้วลูบเบาๆ
“พ่อคะ เดี๋ยวความดันขึ้นนะ คุยกันดีๆ เถอะค่ะ หนูก็ไม่อยากให้พี่ไปเป็นทหารนะคะ” เธอว่าเสียงแผ่วพร้อมหดคอเมื่อดวงตาสีฟ้ากระจ่างตวัดมามองดุๆ “ก็แหม… แค่แผลที่ตาพี่เขาหนูก็ร้องไห้ไปเป็นสัปดาห์แล้วนี่นา มันเป็นอาชีพที่มีเกียรติแต่ไม่คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังเลยนะคะ นี่ถ้าพ่อยังไม่เกษียณหนูคงไม่วางใจหรอกค่ะ หนูไม่อยากให้ทั้งพ่อและพี่บาดเจ็บกลับมานะคะ”
ไม่มีใครอยากเห็นคนในครอบครัวบาดเจ็บหรือจากไปเพราะหน้าที่หรอกนะคะ หญิงสาวอ่อนวัยพูดเสียงเบาพร้อมเบ้ปากราวจะร้องไห้ ชายสองคนจึงยอมเงียบไม่ต่อล้อต่อเถียงกันเป็นเด็กแล้วยกน้ำขึ้นดื่มเพื่อให้อารมณ์เย็นลง ตาสีอำพันเบนหนีไปอีกฝั่งของห้องพลางนวดขมับตนเบาๆ ความเงียบน่าอึดอัดก่อตัวขึ้นในห้องอาหารที่ควรจะเป็นห้องที่มีความสุขกับมื้ออาหารมากที่สุด
“ไปห้องหนังสือละ” ชายสูงวัยพึมพำแล้วเดินหนีบรรยากาศแสนอึดอัดนี้ไป ไอริสนั่งลงพิงผนักเก้าอี้พร้อมผ่อนลมหายใจยาว
“…ขอโทษนะ” เสียงทุ้มเอ่ยออกมา เขาเข้าใจเหตุผลของไอริสดี ตั้งแต่เด็กเธอติดเขาแจ แถมน่าจะเป็นคนเดียวที่สามารถอ้อนบิดาได้อย่างเปิดเผยและได้รับการตอบกลับ เมื่อตอนที่ทะเลาะกันใหญ่โต ไอริสร้องไห้อยู่ตรงกลางความเบาะแว้งของพวกเขา ทั้งที่พ่อและพี่ชายต่างหากที่ควรจะดูแลปกป้องเธอไม่ให้ร้องไห้กลายเป็นว่าทำให้เด็กคนนี้เสียใจมากที่สุด
“คะ?”
“ที่คืนดีกับพ่อไม่ได้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูเข้าใจทั้งสองคนน่ะแหละ”
“ไว้คราวหน้าจะพยายามใจเย็นกว่านี้ละกัน” กลาดิโอพูดเพื่อสนองความตั้งใจของน้องสาวที่นั่งซึมอย่างน่าสงสาร มือใหญ่ขยับลูบผมสีน้ำตาลเข้มเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยนและขอโทษไปในที โดยละคำว่า ถ้ามีคราวหน้า ไว้ในใจ
“แล้วพี่จะกลับเลยเหรอคะ”
“คงจะอย่างนั้นแหละ อยู่เพ่นพ่านในบ้านเดี๋ยวพ่อจะอึดอัดเอาเปล่าๆ”
“หื้มมมมม มาได้แป๊บเดียวจะกลับแล้วเหรอ” หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ส่งเสียงงอแง
“น่า… ไว้ค่อยนัดเจอกันข้างนอกแล้วกัน ไปดูพ่อเถอะไป เดี๋ยวพี่ไปเอาคุกกี้ของอิกนิสแล้วจะกลับละ” ขยี้ผมด้วยความเอ็นดู รอให้น้องสาวเดินจากไปแล้วค่อยฟุบลงกับโต๊ะไม้ เขาไม่คิดว่าตัวเองกับพ่อจะปรับความเข้าใจกันได้ง่ายๆ พ่อทิฐิสูง ตัวเขาก็อารมณ์ร้อน พอเจอกันก็มีแต่เกิดปากเสียง
กลาดิโอถอนหายใจหนักๆ อีกครั้งก่อนจะลุกไปเอาคุกกี้จากในครัว แวะหาอิกนิสหน่อยละกัน ชวนดื่มดีไหมนะ? คิดแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือกดออกหาเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากในทันที

“อิกนิส…”

……………………………………

ดองอย่างยาวนาน

ตอนแรกคิดว่าเรื่องจะยาวกว่านี้ แต่ลดพล็อตลงเหลือ 5-6 ตอน เพราะจะไม่ทันแล้ววววววววTvT

ตอนนี้มีแต่กลาดี้… 555555555555555555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s